[tigabet-register-navbar cl="elementor-button-link elementor-button elementor-size-sm sagod-register"]

ไพ่แบล็คแจ็ค อธิบายวิธีการเล่นเกมแบล็คแจ็คอย่างละเอียด

SAgod เว็บคาสิโนที่ดีที่สุดในยุคนี้ เว็บในเครือ sagame ที่เปิดให้บริการคาสิโนหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น บาคาร่า รูเล็ต เสือมังกร รวมไปถึง ไพ่แบล็คแจ็ค ก็เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องการให้บริการที่มั่นคง ปลอดภัย แก่ผู้เล่น มีการพัฒนาเว็บไซต์ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เล่นง่าย สบายตา ที่สำคัญเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา มีบริการฝากถอนเงินสดอัตโนมัติฟรีค่าธรรมเนียมตลอด 24 ชั่วโมง

 

ทำความรู้จักกับ ไพ่แบล็คแจ็ค

ไพ่แบล็คแจ็ค หรือที่รู้จักกันในนามไพ่ 21 มีประวัติมาอย่างช้านานโดยเริ่มต้นที่ ค.ศ. 1300 ได้มีการบันทึกเรื่องราวการเล่นแบล็คแจ็คไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติตะวันตก แต่ทั้งนี้การเล่นแบล็คแจ็คนั้นมีมาก่อนที่จะบันทึก โดยการเล่นนั้นเริ่มขึ้นที่ประเทศอิตาลี เป็นการรวมกลุ่มกันของนักพนันที่คิดค้นกติกาไพ่ชนิดใหม่ขึ้นมา โดยต้องรวมไพ่ให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด

เดิมเป้าหมายของแบล็คแจ็คนั้นยังไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจน โดยที่อิตาลีกำหนดที่ 7.5 ฝรั่งเศสกำหนดที่ 17 และอเมริกากำหนดที 17-21 เพื่อให้กติกาเป็นไปอย่างสากล กลุ่มนักพนันจึงลงความเห็นว่าควรให้แบล็คแจ็คนั้นมีเป้าหมายที่ 21 หากเกินกว่านั้นถือว่าแพ้ในทันที และได้กำหนดไว้ว่าหากผู้เล่นได้ไพ่เท่ากับ 17 แต้ม ไม่ควรจั่วไพ่เพิ่มเพราะถือว่าแต้มสูงแล้ว และถ้าเจ้ามือได้ไพ่รวมเท่ากับ 17 ขึ้นไปจะไม่สามารถจั่วไพ่เพิ่มได้ นี่คือกติกาการเล่นส่วนใหญ่

ปัจจุบันแบล็คแจ็คเป็นไพ่ที่มีความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะการเล่นนั้นแตกต่างจากไพ่ชนิดอื่นตรงที่ผู้เล่นจะต้องทำการถือไพ่เองและบริหารไพ่ในมือได้อย่างหลากหลายวิธี โดยเป้าหมายที่แท้จริงของเกมส์นี้คือการเอาชนะเจ้ามือให้ได้ หากผู้เล่นรวมไพ่ได้เท่ากับ 21 จะเรียกว่า แบล็คแจ็ค และชนะทันที ที่สำคัญจะได้เงินรางวัลตอบแทนในอัตราที่สูง

 

ไพ่แบล็คแจ็ค
แบล็คแจ็ค

 

กติกาและวิธีการเล่น 

การนับไพ่

ความหมายของไพ่แต่ละในของเกมส์ไพ่ชนิดต่าง ๆ นั้นมีความแตกต่างกันทุกเกมส์เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ผู้เล่นจึงต้องศึกษาค่าไพ่ และกติกาการเล่นไพ่ก่อนทุกครั้ง โดยความหายของไพ่ในเกมส์แบล็คแจ็คแต่ละในนั้นมีดังต่อไปนี้

  • A เป็นไพ่ที่มี 2 ค่าคือ 1 และ 11 โดยมีกติกาดังนี้
    • คือ หากเปิดไพ่ได้ A ใน 2 ใบแรกนั้น เมื่อเปิดคู่กับไพ่ตัวเลข A จะมีค่าเท่ากับ 1
    • แต่หากเปิดไพ่ 2 ใบ ได้ไพ่ A คู่กับไพ่ J Q K ไพ่ A จะมีค่าเท่ากับ 11 เรียกแบล็คแจ็ค
    • ทั้งนี้เมื่อเปิดได้ไพ่ A และไพ่ฝรั่งแต่เป็นไพ่รวมกันจำนวน 3 ใบขึ้นไป A จะมีค่าเท่ากับ 1
  • ไพ่ 2 – 10 มีค่าตามหน้าไพ่
  • ไพ่ฝรั่งหรือ J Q K มีค่าเท่ากับ 10

 

ไพ่แบล็คแจ็ค
แต้มไพ่

 

ขั้นตอนการเล่น

การเล่น ไพ่แบล็คแจ็ค นั้นผู้เล่นต้องทำการแข่งขันกับดีเลอร์ โดยมีขั้นตอนในการเล่นแต่ละรอบดังต่อไปนี้

1. ผู้เล่นต้องทำการเลือกห้องที่ต้องการเล่น โดยแต่ละห้องนั้นจะมีรูปแบบวงเงินในการเดิมพันที่แตกต่างกันออกไป

2. เมื่อผู้เล่นเข้าประจำที่แล้ว ดีลเลอร์จะทำการแจกไพ่ให้ฝ่ายละ 2 ใบ โดยแจกให้ผู้เล่นก่อน ตามด้วยเจ้ามือ โดยไพ่ของดีเลอร์จะทำการหงายขึ้น 1 ใบ

3. เมื่อผู้เล่นเห็นไพ่ของดีลเลอร์แล้ว สามารถตัดสินใจเล่นได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งรูปแบบการเล่นนั้นจะอธิบายไว้ในหัวข้อถัดไป

4. ผู้เล่นต้องทำการรวมแต้มของไพ่ให้เท่ากับ 21 เมื่อผู้เล่นกดปุ่ม stand ที่หมายถึงการหยุดเล่นแล้ว ดีเลอร์จะทำการเปิดไพ่ของตัวเองทั้งหมด และทำการจั่วไพ่ของฝ่ายตัวเอง หากดีลเลอร์ได้ไพ่เท่ากับ 17 ขึ้นไปจะไม่สามารถจั่วไพ่เพิ่ม ทั้งนี้ หากผู้เล่นได้แต้มมากกว่าถือว่าชนะในเกมส์นั้น

 

รูปแบบการเล่น ไพ่แบล็คแจ็ค

 

ไพ่แบล็คแจ็ค เล่นอย่างไร sagod มีคำตอบ
รูปแบบการเล่น 

 

Standแสดงว่า จะหยุดเล่นหรือไปต่อจะใช้เมื่อท่านมีแต้มไพ่อยู่ในมือเป็นที่น่าพอใจแล้ว และไม่อยากที่จะเปิดไพ่ต่อ

Hit : แสดงความต้องการไพ่เพิ่มจากดีลเลอร์ จะใช้ทุกครั้งที่ผู้เล่นอยากเพิ่มแต้มไพ่ โดยกดที่ Hit ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งในแต่ละเกมส์ เพียงแค่แต้มห้ามเกิน 21 หากแต้มเกิน 21 ก็จะแพ้ทันที และเมื่อได้แต้มไพ่ที่น่าพอใจแล้วให้กด Stand เพื่อหยุด

Double : เป็นการวางเงินเดิมพัน 2 เท่า โดยสามารถทำได้เมื่อผู้เล่นเห็นไพ่ของดีลเลอร์ก่อน จากนั้นสามารถทำการวางเดิมพันเพิ่มอีก 1 เท่า ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ก็ต่อเมื่อไพ่เริ่มต้นของผู้เล่นมีแต้ม 10 , 11 หากท่านชนะจะได้รับเงินทุน + เงิน Double เป็น 2 เท่า แต่ถ้าแพ้จะเสียทั้งหมด การเล่น double นี้จะทำได้เมื่อเปิดไพ่ใน 2 ใบเท่านั้น หากมีการจั่วไพ่เพิ่มจะไม่สามารถทำได้

Split : ปุ่มแยกไพ่ เมื่อผู้เล่นได้ไพ่ซ้ำ อย่างเช่น K-K , 9-9 ให้กดปุ่มนี้ โดยไพ่จะทำการแยกไพ่ซ้ำออกมาให้ทันที และเงินที่วางเดิมพันเอาไว้นั้นก็จะถูกแบ่งเป็น 2 ขา จากนั้นเกมส์ก็จะเล่นต่อไปตามปกติ ทั้งนี้ผู้เล่นสามารถเลือก Hit หรือ Stand ได้ตลอดเวลา เพียงแค่ ไพ่ที่แยกไปนั้นจะเป็น A-A ที่หากทำการ Split ดีลเลอร์จะแจกไพ่ให้ผู้เล่นเพียง 1 ใบเท่านั้น ไม่สามารถจั่วเพิ่มได้อีก และเมื่อจั่วไพ่แล้วได้แต้ม 10 ก็จะไม่ถูกนับให้เป็น BJ (Blackjack) แต่จะถูกนับเป็น 21 เท่านั้น

Insurance : การวางเงินประกัน สามารถเปิดใช้ได้ก็ต่อเมื่อ ไพ่ดีลเลอร์ ใบแรกเป็น A เงินประกันจะเท่ากับจำนวนเงินที่ผู้เล่นวางเดิมพันไว้แต่แรก ซึ่งผู้เล่นสามารถเลือกที่จะวางเงินประกันหรือไม่ก็ได้ ในกรณีที่ผู้เล่นเลือกวางเงินประกัน หากเจ้ามือเปิดไพ่ใบที่ 2 เป็น 10 , J , Q , K ผู้เล่นจะได้ทั้งเงินประกันและเงินที่วางเดิมพันเอาไว้ แต่ถ้าหากเจ้ามือไม่ได้ Blackjack เงินประกันที่ลงเอาไว้จะเสียทันที แต่ก็สามารถเล่นต่อจนจบเกมส์ได้

Even Money  :  หากผู้เล่นได้ ไพ่แบล็คแจ๊ค และไพ่ใบแรกที่เปิดมาของเจ้ามือเป็นไพ่เอซ หรือ A ผู้เล่นสามารถเลือก เก็บก่อน ได้เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดผลแพ้ชนะแบบเสมอกับเจ้ามือ ซึ่งเวลาได้ไพ่ blackjack จะมีอัตราการจ่ายแบบเก็บก่อนเป็น 1:1 และไม่ว่าเจ้ามือได้ไพ่ลักษณะใดๆ ก็ตามนั้นผู้เล่นจะชนะเดิมพันหนึ่งเท่าได้ทันที แต่หากผู้เล่นไม่ได้เลือกเก็บก่อน และเจ้ามือก็ได้ไพ่แบล็คแจ๊คจะถือว่าเสมอกัน

LineID : @iConig